คู่มือการเลือกเครื่องสำรองไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์
การเลือกใช้ UPS ให้เหมาะกับอุปกรณ์ของคุณไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากเลือกผิดอาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เสียหายได้โดยไม่รู้ตัว คู่มือนี้ จึงรวบรวมทุกสิ่งที่ควรรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่พื้นฐาน UPS คืออะไร ไปจนถึงวิธีคำนวณกำลังไฟและเปรียบเทียบสเปกที่ตรงกับการใช้งานจริง
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่บ้าน หรือ IT Admin ที่ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร คู่มือนี้ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจก่อนซื้อ
UPS คืออะไร และทำไมคอมพิวเตอร์ถึงต้องการเครื่องสำรองไฟ
ปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกบ้านในไทย และความเสียหายที่ตามมามักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เครื่องสำรองไฟหรือ UPS คือสิ่งที่จะทำให้คอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ของคุณทำงานต่อได้อย่างปลอดภัย แม้ในขณะที่ไฟฟ้าขัดข้อง
UPS คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย
UPS ย่อมาจาก Uninterruptible Power Supply หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าต่อเนื่อง ทำหน้าที่จ่ายไฟสำรองจากแบตเตอรี่ภายในให้กับอุปกรณ์ทันทีที่ไฟฟ้าดับหรือไฟไม่เสถียร โดยไม่มีการสะดุดหรือหยุดชะงักแม้แต่เสี้ยววินาที ทำให้คุณมีเวลาพอสำหรับบันทึกงานและปิดเครื่องอย่างปลอดภัย
UPS ต่างจากปลั๊กกันไฟและเครื่องสำรองไฟทั่วไปอย่างไร
หลายคนมักสับสนระหว่าง UPS กับอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าชนิดอื่น ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้
| อุปกรณ์ | หน้าที่หลัก | สำรองไฟได้ไหม |
|---|---|---|
| ปลั๊กกันไฟ (Surge Protector) | ป้องกันไฟกระชากเท่านั้น | ❌ ไม่ได้ |
| AVR (Voltage Regulator) | ปรับแรงดันไฟให้คงที่ | ❌ ไม่ได้ |
| UPS | ป้องกันไฟกระชาก + ปรับแรงดัน + สำรองไฟ | ✅ ได้ |
UPS จึงเป็นอุปกรณ์ที่ครอบคลุมการป้องกันครบถ้วนที่สุดในอุปกรณ์ทั้งสามประเภท
ปัญหาไฟฟ้าที่พบบ่อยในไทยและความเสียหายที่ตามมา
ในประเทศไทยมีปัญหาไฟฟ้าที่พบได้บ่อยหลายรูปแบบ ได้แก่ ไฟตก (Voltage Sag) ไฟกระชาก (Power Surge) ไฟดับชั่วคราว และไฟเกิน (Overvoltage) โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักหรือพายุที่กระทบความเสถียรของระบบไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์และ Power Supply ทั้งหมด ซึ่งถ้าข้อมูลหรืออุปกรณ์สำคัญได้รับความเสียหาย UPS เหล่านี้
UPS ช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างไร
UPS ปกป้องอุปกรณ์ของคุณได้ใน 3 ระดับพร้อมกัน คือ กรองและปรับแรงดันไฟให้เสถียรตลอดเวลา ดูดซับไฟกระชากก่อนถึงอุปกรณ์ และจ่ายไฟสำรองทันทีเมื่อไฟดับ สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง UPS ยังช่วยให้ระบบ Shutdown อัตโนมัติเมื่อเกิดไฟฟ้าขัดข้องพร้อมทั้งป้องกันความเสียหายของข้อมูลและระบบปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของ UPS มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร
UPS แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามเทคโนโลยีการทำงาน แต่ละประเภทมีระดับการปกป้องและราคาที่แตกต่างกันชัดเจน การเลือกให้ตรงกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
Standby UPS (Off-Line UPS) คืออะไร เหมาะกับใคร
Standby UPS หรือ Off-Line UPS เป็นประเภทพื้นฐานที่สุด โดยปกติจะจ่ายไฟจากสายไฟบ้านโดยตรง และสลับมาใช้แบตเตอรี่เมื่อไฟดับเท่านั้น การสลับมีความหน่วงเล็กน้อยประมาณ 10-20 มิลลิวินาที ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปยังรับได้โดยไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามบ้านที่ต้องการสำรองไฟขั้นพื้นฐานในราคาประหยัด
Line-Interactive UPS คืออะไร เหมาะกับใคร
Line-Interactive UPS มีวงจร AVR (Automatic Voltage Regulation) ในตัว ช่วยปรับแรงดันไฟให้คงที่แม้ไฟตกหรือไฟเกินโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ จึงช่วยยืดอายุแบตเตอรี่และปกป้องอุปกรณ์ได้ดีกว่า Standby UPS อย่างชัดเจน เหมาะสำหรับสำนักงาน SME และผู้ใช้งานที่อยู่ในพื้นที่ที่ไฟตกบ่อย เนื่องจากให้ความคุ้มค่าสูงในราคากลาง
Online Double Conversion UPS คืออะไร เหมาะกับใคร
Online Double Conversion UPS เป็นประเภทที่ให้การปกป้องสมบูรณ์แบบที่สุด โดยแปลงไฟ AC เป็น DC แล้วแปลงกลับเป็น AC ใหม่ตลอดเวลา ทำให้อุปกรณ์ได้รับไฟที่สะอาดและเสถียรสมบูรณ์แบบโดยไม่มีความหน่วงเมื่อไฟดับ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ Network และระบบที่ต้องการความเสถียรสูงสุดในระดับ Data Center
เปรียบเทียบ UPS ทั้ง 3 ประเภท แบบเห็นภาพชัดเจน
| หัวข้อ | Standby | Line-Interactive | Online Double Conversion |
|---|---|---|---|
| การปกป้อง | พื้นฐาน | ปานกลาง | สูงสุด |
| AVR ในตัว | ❌ | ✔ | ✔ |
| ความหน่วงเมื่อไฟดับ | 10-20 ms | 2-4 ms | 0 ms |
| Pure Sine Wave | ❌ | บางรุ่น | ✔ |
| อายุแบตเตอรี่ | ปานกลาง | ดี | ดีมาก |
| ราคา | ประหยัด | กลาง | สูง |
| เหมาะกับ | บ้าน / ทั่วไป | สำนักงาน / SME | Server / Data Center |
วิธีคำนวณกำลังไฟ (VA/Watt) ที่ต้องการก่อนเลือก UPS
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อซื้อ UPS คือ การเลือกขนาดที่เล็กเกินไปจนสำรองไฟได้ไม่เพียงพอ การคำนวณกำลังไฟที่ต้องการก่อนซื้อจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรข้ามเด็ดขาด
VA และ Watt คืออะไร ต่างกันอย่างไร ทำไมต้องรู้ก่อนเลือก UPS
Watt คือ กำลังไฟที่อุปกรณ์ใช้จริง ส่วน VA (Volt-Ampere) คือกำลังไฟรวมที่ UPS ต้องจ่าย ซึ่งมักสูงกว่า Watt เสมอเนื่องจากความสูญเสียในวงจรไฟฟ้า โดยทั่วไป VA = Watt ÷ 0.6-0.8 (Power Factor) ตัวอย่างเช่น หากอุปกรณ์ใช้ไฟ 300W จะต้องใช้ UPS ขนาดประมาณ 375-500 VA การดูแต่ตัวเลข Watt โดยไม่คำนึงถึง VA จึงทำให้เลือก UPS ที่เล็กเกินไปได้
วิธีดูกำลังไฟของอุปกรณ์ที่ต้องการสำรองไฟ
มี 3 วิธีง่าย ๆ ในการหากำลังไฟของอุปกรณ์แต่ละชิ้น ดังนี้
| วิธี | รายละเอียด | ความแม่นยำ |
|---|---|---|
| อ่านป้ายสเปกที่ตัวเครื่อง | ดูตัวเลข W หรือ VA ที่ติดอยู่ข้างเครื่อง | ปานกลาง |
| ดูจากคู่มือหรือเว็บไซต์ผู้ผลิต | ค้นหาสเปกจาก Model Number | ดี |
| ใช้มิเตอร์วัดกำลังไฟ (Power Meter) | วัดค่าจริงขณะใช้งาน | ดีที่สุด |
หากไม่มีมิเตอร์วัด ให้ใช้ค่าจากป้ายสเปกก่อนก็ได้เลย แล้วนำมารวมกันทุกชิ้นที่ต่อพ่วงกับ UPS
สูตรคำนวณขนาด UPS ที่เหมาะสม พร้อมตัวอย่างจริง
สูตรคำนวณ:
VA ที่ต้องการ = (รวม Watt ทุกอุปกรณ์) ÷ 0.7
ตัวอย่างที่ 1 – คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป
| อุปกรณ์ | กำลังไฟ |
| CPU + จอมอนิเตอร์ | 200W |
| เราเตอร์ | 20W |
| รวม | 220W |
VA ที่ต้องการ = 220 ÷ 0.7 = 314 VA → เลือก UPS ขนาด 600 VA (เผื่อ Buffer)
ตัวอย่างที่ 2 — เซิร์ฟเวอร์
| อุปกรณ์ | กำลังไฟ |
| Server 1U | 400W |
| Switch / NAS | 80W |
| รวม | 480W |
VA ที่ต้องการ = 480 ÷ 0.7 = 686 VA → เลือก UPS ขนาด 1000 VA (เผื่อ Buffer)
ควรเผื่อกำลังไฟไว้เท่าไหร่ และ Runtime ที่ต้องการมีผลอย่างไร
หลักการที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือไม่ควรใช้ Load เกิน 70-80% ของความจุ UPS เพื่อให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานและมีกำลังสำรองเผื่อในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยิ่ง Load มากเท่าไหร่ Runtime หรือระยะเวลาสำรองไฟก็จะสั้นลงตามไปด้วย หากต้องการ Runtime นานกว่าปกติ เช่น สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ต้อง Shutdown อัตโนมัติ ควรเลือก UPS ที่มีความจุสูงกว่าความต้องการจริงอย่างน้อย 25-30% เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการ
เลือก UPS สำหรับคอมพิวเตอร์ vs เซิร์ฟเวอร์ ต่างกันอย่างไร
ความต้องการของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปกับผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือก UPS โดยไม่คำนึงถึงประเภทการใช้งานอาจทำให้จ่ายเกินเกินความจำเป็น หรือเลือกใช้ไม่เพียงพอจนเกิดความเสียหายตามมา
UPS สำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก ควรเลือกแบบไหน
สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปตามบ้านหรือสำนักงาน ความต้องการหลักคือสำรองไฟให้มีเวลาบันทึกงานและปิดเครื่องอย่างปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องใช้สเปกสูงมาก โดยมีแนวทางเลือกดังนี้
| รายละเอียด | คำแนะนำ |
|---|---|
| ประเภท UPS | Standby หรือ Line-Interactive |
| ขนาดที่แนะนำ | 600 – 1,000 VA |
| Runtime เป้าหมาย | 10 – 20 นาที (เพียงพอสำหรับ Shutdown) |
| ฟีเจอร์สำคัญ | AVR, Surge Protection, จำนวน Output Port |
| งบประมาณ | 1,500 – 4,000 บาท |
สำหรับโน้ตบุ๊กที่มีแบตเตอรี่ในตัวอยู่แล้ว การใช้ UPS ขนาดเล็กเพื่อป้องกันอแดปเตอร์จากไฟกระชากก็เพียงพอในกรณีส่วนใหญ่
UPS สำหรับเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ Network ต้องคำนึงถึงอะไรเป็นพิเศษ
เซิร์ฟเวอร์ต้องการการปกป้องที่เข้มข้นกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและมีข้อมูลสำคัญที่ไม่สามารถสูญหายได้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษมีดังนี้
| รายละเอียด | คำแนะนำ |
|---|---|
| ประเภท UPS | Online Double Conversion เท่านั้น |
| ขนาดที่แนะนำ | 1,000 VA ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับ Load จริง |
| Runtime เป้าหมาย | 15 – 30 นาที (เพื่อให้ระบบ Shutdown อัตโนมัติ) |
| ฟีเจอร์สำคัญ | Pure Sine Wave, Management Card, SNMP |
| รูปแบบตัวเครื่อง | Rack Mount สำหรับตู้ Server Rack |
| งบประมาณ | 8,000 บาทขึ้นไป |
Management Card เป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับเซิร์ฟเวอร์ เพราะช่วยให้ IT Admin สั่ง Shutdown ระบบจากระยะไกลได้อัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย
ตารางเปรียบเทียบ UPS คอมพิวเตอร์ vs เซิร์ฟเวอร์ แบบเห็นภาพชัดเจน
| หัวข้อ | คอมพิวเตอร์ทั่วไป | เซิร์ฟเวอร์ / Network |
|---|---|---|
| ประเภท UPS | Standby / Line-Interactive | Online Double Conversion |
| ขนาด VA | 600 – 1,000 VA | 1,000 VA ขึ้นไป |
| Pure Sine Wave | ไม่จำเป็น | จำเป็นมาก |
| Management Card | ไม่จำเป็น | จำเป็น |
| Rack Mount | ไม่จำเป็น | แนะนำ |
| Runtime | 10 – 20 นาที | 15 – 30 นาที |
| งบประมาณ | 1,500 – 4,000 บาท | 8,000 บาทขึ้นไป |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือก UPS ผิดประเภทกับอุปกรณ์
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดมี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การใช้ Standby UPS กับเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการ Pure Sine Wave ทำให้ Power Supply เซิร์ฟเวอร์เสียหายระยะยาว การเลือก UPS ที่มี VA ต่ำเกินไปจนตัดไฟก่อนที่จะ Shutdown ระบบได้ทัน และการมองข้ามฟีเจอร์ Management Card ทำให้ไม่สามารถ Shutdown อัตโนมัติได้เมื่อไม่มีคนดูแลระบบอยู่ ความผิดพลาดเหล่านี้ดูเล็กน้อยแต่สามารถนำไปสู่ข้อมูลสูญหายและค่าซ่อมที่สูงกว่าราคา UPS ที่เหมาะสมหลายเท่า
ฟีเจอร์และสเปกสำคัญที่ควรดูเมื่อเลือกซื้อ UPS
การดูแค่ราคาหรือขนาด VA อย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการเลือก UPS ที่ดี ฟีเจอร์และสเปกบางอย่าง มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และประสิทธิภาพการใช้งานระยะยาว รู้จักสิ่งเหล่านี้ก่อนซื้อช่วยให้คุณได้ UPS ที่คุ้มค่าและตรงความต้องการจริง ๆ
Pure Sine Wave vs Simulated Sine Wave ต่างกันอย่างไร และเลือกแบบไหนดี
รูปคลื่นไฟฟ้าที่ UPS จ่ายออกมามี 2 แบบหลัก ซึ่งส่งผลต่ออุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอย่างมีนัยสำคัญ
| รายละเอียด | Pure Sine Wave | Simulated Sine Wave |
|---|---|---|
| รูปคลื่นไฟ | เหมือนไฟบ้านทุกประการ | คลื่นสี่เหลี่ยมประมาณค่า |
| ความเข้ากันได้ | ทุกอุปกรณ์ | อุปกรณ์ทั่วไปเท่านั้น |
| เหมาะกับ | Server, PC ระดับสูง, อุปกรณ์ทางการแพทย์ | คอมพิวเตอร์ทั่วไปตามบ้าน |
| ราคา | สูงกว่า | ประหยัดกว่า |
อุปกรณ์ที่ใช้ Active PFC Power Supply เช่น คอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ จำเป็นต้องใช้ Pure Sine Wave เท่านั้น มิฉะนั้น Power Supply อาจทำงานผิดปกติหรือเสียหายในระยะยาว
AVR (Automatic Voltage Regulation) คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับไทย
AVR คือ วงจรที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ เมื่อไฟตกหรือไฟเกินในช่วงหนึ่ง AVR จะจัดการเองโดยไม่กระทบอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง สำหรับประเทศไทยที่มีปัญหาไฟตก-ไฟเกินบ่อยโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่อุตสาหกรรม AVR จึงเป็นฟีเจอร์ที่ควรมีเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้อีกด้วย เพราะ UPS ไม่ต้องสลับมาใช้แบตเตอรี่ทุกครั้งที่ไฟไม่เสถียร
Battery Runtime และจำนวน Output Port ที่ควรมี
Runtime หรือระยะเวลาสำรองไฟขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่และปริมาณ Load จริงที่ใช้งาน โดยมีแนวทางเลือกดังนี้
| การใช้งาน | Runtime ที่แนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| คอมพิวเตอร์บ้าน | 10 – 15 นาที | เพียงพอสำหรับบันทึกงานและ Shutdown |
| สำนักงาน / SME | 15 – 20 นาที | รองรับการปิดระบบหลายเครื่อง |
| เซิร์ฟเวอร์ | 20 – 30 นาที | ให้เวลา Shutdown อัตโนมัติครบกระบวนการ |
สำหรับบ้าน Output Port ควรมีมากกว่าจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจริงอย่างน้อย 1-2 Port เพื่อรองรับอุปกรณ์เพิ่มเติมในอนาคต และควรตรวจสอบว่า Output Port ทั้งหมดรองรับทั้ง Surge Protection และ Battery Backup ไม่ใช่แค่ Port บางตัวเท่านั้น
ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี เช่น USB Port, LCD Display และ Software Management
นอกจากสเปกหลัก ฟีเจอร์เสริมเหล่านี้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้อย่างมาก
LCD Display แสดงสถานะแบตเตอรี่ แรงดันไฟขาเข้า-ขาออก และ Load แบบ Real-time ช่วยให้ตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์
USB / RS-232 Port เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อให้ซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมเครื่องสั่ง Shutdown อัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย เป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้ที่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าเครื่องตลอดเวลา
Network Management Card (SNMP) สำหรับเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ ช่วยให้ IT Admin ตรวจสอบและควบคุม UPS ผ่านเครือข่ายจากระยะไกลได้ทุกที่
Cold Start Function ฟีเจอร์ที่ช่วยให้เปิดอุปกรณ์ได้จากแบตเตอรี่แม้ไม่มีไฟบ้าน ซึ่งมีประโยชน์มากในพื้นที่ที่ไฟดับบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องสำรองไฟ (FAQ)
UPS ควรเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาหรือปิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน?
แนะนำให้เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาในขณะที่อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงยังทำงานอยู่ เพราะปัญหาไฟฟ้าเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า หากไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เช่น ช่วงกลางคืนหรือวันหยุด ปิด UPS ได้เพื่อลดอายุแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ UPS ควรเปลี่ยนทุกกี่ปี และสังเกตอาการเสื่อมได้อย่างไร?
โดยทั่วไปแบตเตอรี่ UPS มีอายุการใช้งาน 3 – 5 ปี ขึ้นอยู่กับความถี่การใช้งานและอุณหภูมิห้อง สัญญาณที่พบบ่อยว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้ว เช่น เวลาไฟดับ Runtime สั้นลงผิดปกติ ชาร์จเต็มแล้วแต่ใช้งานได้ไม่นาน หรือ UPS ส่งเสียงเตือนบ่อยกว่า ปกติโดยไม่มีเหตุด้านไฟฟ้า
UPS รองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นนอกจากคอมพิวเตอร์ได้ไหม เช่น TV หรือตู้เย็น?
ต่อพ่วงได้ในทางเทคนิค แต่ไม่แนะนำ เพราะ TV และตู้เย็นกินไฟสูงและมีมอเตอร์ที่ดึงกระแสไฟฟ้าสูงตอนสตาร์ท ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วมากและอาจทำให้ UPS โอเวอร์โหลดได้ UPS ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความเสถียรของไฟ เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ Network เป็นหลัก

